:: วารสารเอเชียพิจาร ปีที่.1 ฉบับที่.2 ปี 2557

วารสารเอเชียพิจาร
Vol.1 No.2 ปี 2557
:: วารสารเอเชียพิจารฉบับที่ 2 ปีที่ 1 ที่ผู้อ่านทุกท่านก าลังอ่านอยู่นี้ มีการปรับปรุงรูปแบบภายในเล่มบางประการ เช่น การใส่รายละเอียดของชื่อวารสารปีที่พิมพ์ ฉบับที่พิมพ์ ลงในด้านขวาของหน้า เพื่อสะดวกส าหรับผู้อ่านใช้ในการอ้างอิง และง่ายส าหรับการค้นหา ทั้งในแง่ของวิชาการและการจัดการตัววารสารเอง ซึ่งในวารสารได้แบ่งให้มีการน าเสนอใน 4 รูปแบบหรือประเภทดังนี้ คือ ประเภทบทความพิเศษ บทความวิชาการ บทไทยพิจัย และบทพิจารหนังสือในเอเชียพิจารฉบับนี้ มีบทความพิเศษ 1 บทความ ซึ่งเป็นบทความของศาสตราจารย์ ดร.มาคาปาโด เอ มุสลิม ผู้ซึ่งเป็นอธิการบดีประธานผู้บริหารของมหาวิทยาลัยรัฐมินดาเนา (Mindanao State University System) ศาสตราจารย์ ดร.มาคาปาโด มีบทบาทที่ส าคัญต่อกระบวนการการสร้างสันติภาพระหว่างกลุ่มแบ่งแยกมุสลิมมินดาเนากับรัฐบาลแห่งประเทศฟิลิปปินส์ในบทความของท่านเรื่อง “ประสบการณ์ของฟิลิปปินส์ในการจัดการความหลากหลายทางวัฒนธรรม : บทเรียนส าหรับประชาคมอาเซียน+3”ได้ชี้ให้เห็นข้อคิดและวิธีการที่ส าคัญในการจัดการความหลาหลายทางวัฒนธรรมของรัฐบาลฟิลิปปินส์ว่าโดยทั่วไปมี 2 แนวทาง ที่แข่งขันกันในการจัดการความหลากหลายทางวัฒนธรรม แนวทางแรก คือ การผสมกลมกลืน (assimilation) วัฒนธรรมอื่นเข้ากับวัฒนธรรมกระแสหลักและกลายเป็นวัฒนธรรมเดียว (Mono-culture) และแนวทางที่สองคือ แนวทางพหุวัฒนธรรมนิยมซึ่งยอมรับการด ารงอยู่ของความหลากหลายทางวัฒนธรรม จากประสบการณ์ของประเทศฟิลิปปินส์ แนวทางพหุวัฒนธรรมนิยม เป็นแนวทางที่ถูกน ามาใช้และประสบความส าเร็จในการจัดการความหลากหลายทางวัฒนธรรมของประเทศฟิลิปปินส์ มาคาปาโด ให้ข้อคิดว่าผู้น าประเทศส่วนใหญ่ในโลกมักผิดพลาดในนโยบายการจัดการด้วยการไม่ยอมรับความหลากหลายทางวัฒนธรรม จนน าไปสู่ปัญหาต่างๆตามมา ไม่จบสิ้น ส าหรับ มาคาปาโด แล้วประสบการณ์ของประเทศฟิลิปปินส์ ควรค่าต่อการน าไปเป็นบทเรียนในการแก้ปัญหาความหลากหลายทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะในประชาคมอาเซียนในส่วนของบทความวิชาการ งานชิ้นแรก เรื่อง “อาเซียน-สหภาพแอฟริการ :การท้าทายความร่วมมือข้ามภูมิภาค” ของรศ.ดร.วราภรณ์ จุลปานนท์ ได้ชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการของความร่วมมือข้ามภูมิภาคระหว่างอาเซียนและแอฟริการ ซึ่งมีจุดเริ่มต้นที่ส าคัญจาก “จิตวิญญาณบันดุง” เมื่อมีการจัดประชุมสุดยอดระหว่าง เอเชีย-แอฟริกาที่เมืองบันดุง ประเทศอินโดนีเซียในปี ค.ศ. 1955 โดยข้อตกลงที่เห็นร่วมกันจากการประชุมสุดยอดครั้งนี้ คือ จุดยืนของสองทวีปในอันจะต่อต้านลัทธิจักรวรรดินิยมตะวันตก การต่อสู้เพื่อเสรีภาพ ความยุติธรรม และสันติภาพ ประเด็นที่ส าคัญคือการก้าวข้ามความสัมพันธ์และความร่วมมือแต่เพียงภายในอาเซียน ไปสู่ความร่วมมือระดับภูมิภาคที่ใหญ่และกว้างขวางยิ่งขึ้น แต่ก็มีความท้าทายที่ส าคัญยิ่งคือ ความสามารถในการต่อกรกับขั้วอ านาจเดิมในระบบโลกยุคปัจจุบัน รวมถึงความสามารถของผู้น าประเทศในกลุ่มความร่วมมือ เอเชีย-แอฟริกาในการก าหนดรูปแบบความสัมพันธ์ข้ามภูมิภาคอย่างเป็นรูปธรรม อันจะส่งผลต่อการค้าและการลงทุนของประเทศเหล่านี้ต่อไปในอนาคต บทความวิชาการชิ้นต่อมาของ ดร.มูฮัมหมัดอิลยาส หญ้าปรัง เรื่อง“เบื้องหลังการก่อตัวขึ้น ของประชาธิปไตยในอินโดนีเซีย : บทบาทของเสรีนิยมอิสลาม” ได้ชี้ให้เห็นการก่อตัวของเสรีนิยมอิสลาม และบทบาทของเสรีนิยมอิสลามในประเทศอินโดนีเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบาทในการปฏิรูปการศึกษา เนื่องจากกลุ่มเสรีนิยมอิสลามเป็นกลุ่มที่เข้ามาท้าทายความคิดและแนวทางการศึกษาแบบดั้งเดิมที่ด ารงอยู่อย่างยาวนานในสังคมอินโดนีเซีย ซึ่งกลุ่มเสรีนิยมอิสลามได้พยายามชี้ให้เห็นความส าคัญของโลกสมัยใหม่ วิทยาการสมัยใหม่แบบโลกตะวันตก และมองว่ามันเข้ากันได้ดีกับศาสนาอิสลาม การมาของกลุ่มเสรีนิยมอิสลามในสังคมอินโดนีเซียท าให้เกิดการตื่นตัวของมุสลิมอย่างกว้างขวาง และก่อให้เกิดการเปิดรับทางความคิด และการปรับตัวในด้านต่างๆของสังคมมุสลิมในอินโดนีเซียในบทความวิชาการของ ดร.มาโนชญ์ อารีย์ เรื่อง“ประชาคมสังคมและวัฒนธรรม เสาเอก และสื่อกลางของประชาคมอาเซียน : มุมมองภารกิจนิยมใหม่” ได้ให้ข้อคิดและใช้ข้อถกเถียงส าคัญว่า เสาหลักประชาคมสังคมและวัฒนธรรม เป็นเสาหลักที่ส าคัญที่สุดในฐานะ “เสาเอก” ของการรวมตัวกันของประชาคมอาเซียน แม้ว่าเสาหลักประชาคมเศรษฐกิจและเสาหลักประชาคมการเมือง และความมั่นคงจะมีบทบาทมากก็ตาม อย่างไรก็ดี มาโนชญ์ ได้พยายามอธิบายในมุมมองภารกิจนิยมใหม่ (Neo-Functionalist) ซึ่งเน้นพันธกิจการยกระดับหรือสถานการณ์กินดีอยู่ดี (well-being) มากกว่าที่จะพูดถึงเรื่องการเมืองระดับสูง (high politics) เพราะความอยู่ดีกินดีเป็นพื้นฐานส าคัญและเป็นมีความเป็นสากลสูงที่น าไปสู่ความร่วมมือหลากหลายตามมา หรือเพิ่มความร่วมมือในด้านอื่นๆมากขึ้น เนื่องจากมองเห็นประโยชน์ร่วมกันอันเป็นที่มาของแนวคิด การไหลล้น (Spill-over) ของความร่วมมือและการพึ่งพากันและกันมากขึ้น มิเช่นนั้นอาจเสียผลประโยชน์ได้ง่ายๆเช่นกันในบทความเรื่อง “อัลวะสะฎียะฮ์ในฐานะเครื่องมือทางอุดมการณ์ ส าหรับระเบียบสังคมการเมืองในประเทศมาเลเซีย” ของ นิพนธ์ โซะเฮง ได้พยายามน าเสนอแก่นแนวทางความคิดในอิสลามที่ส าคัญอันหนึ่ง คือ “อัลวะสะฎียะฮ์” หลักหรือแนวทางสายกลาง หรือ ดุลยภาพในอิสลาม ซึ่งผู้เขียนมองว่าเป็นทั้งเครื่องมือทางอุดมการณ์และแนวทางปฏิบัติในการจัดระเบียบทางสังคมการเมืองในประเทศมาเลเซีย ผู้เขียนได้หยิบยกนโยบายส าคัญๆ ของรัฐบาลมาเลเซียตั้งแต่สมัยของ ดร.มหฎิร โมฮ าหมัด สมัยอับดุลลอฮ์ อะห์หมัด บาดารีและนายกรัฐมนตรีคานนายิบ ตนรอซัก ที่ถูกน ามาปฏิรูปในประเทศมาเลเซีย และวิเคราะห์มีลักษณะของการประยุกต์ใช้แนวคิด “อัลวะสะฎียะฮ์” ในการบริหารจัดการระเบียบสังคมการเมืองมาเลเซีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบาย “อิสลามานุวัตร” ของ ดร.มหฎิร โมฮ าหมัด “นโยบายอิสลามหะฎอรีย์” ของอับดุลลอฮ์อะห์หมัด บาดารี และนโยบายอัลวะสะฎียะฮ์ที่หลอมรวมกับนโยบาย “มาเลเซียเป็นหนึ่ง” ซึ่งในภาพรวมของนโยบายเหล่านี้ล้วนแล้วแต่มีความสัมพันธ์กับแนวคิดทางศาสนาอิสลามอย่างมีนัยส าคัญอันแสดงให้เห็นบทบาทของศาสนาอิสลามในสังคมมาเลเซีย และความลงรอยกันระหว่างศาสนากับโลกสมัยใหม่ที่เห็นผลเป็นรูปธรรมในสังคมมาเลเซียในบทความวิชาการชิ้นสุดท้ายชื่อ “โอกาสในการสร้างประชาธิปไตยที่มั่นคงของอินโดนีเซีย” ของ อาจารย์เทอดศักดิ์ ไป่จันทึก ได้อธิบายให้เห็นว่าประเทศอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีระดับของประชาธิปไตยในรูปแบบอิสระเต็มที่เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆในภูมิภาค จากการส ารวจ ข้อมูลของ Freedom House จนเป็นที่มาที่ผู้เขียนน าเสนอข้อถกเถียงว่า อินโดนีเซียมีโอกาสที่ดีที่จะสร้างเสริมประชาธิปไตยที่มั่นคงจากการศึกษาระบบการเมืองในอินโดนีเซียของผู้เขียน พบว่ามีปัจจัยส าคัญ 6 ประการที่จะสร้างเสริมประชาธิปไตย ที่มั่นคงได้ในอินโดนีเซีย เช่น การปฏิรูปรัฐธรรมนูญ การปฏิรูประบบราชการ การปฏิรูปกองทัพเป็นต้น ซึ่งประเด็นการปฏิรูปกองทัพ เป็นประเด็นหนึ่งที่ส าคัญที่ผู้เขียนกล่าวถึง เพราะหน้าที่ของกองทัพโดยเฉพาะในยุคสมัยของ ซูฮาร์โต มีหน้าที่ 2 ประการคือ หน้าที่ด้านความมั่นคงและด้านการเมืองไปพร้อมๆกัน ซึ่งการมีอิทธิพลทางการเมืองสูงมากของทหารนี่เองที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชน เพราะมีกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเป็นอุปสรรคต่อประชาธิปไตยในอินโดนีเซีย การปฏิรูปและปรับตัวของกองทัพจึงเกิดขึ้น ประเด็นส าคัญ คือ การลดบทบาทของทหารในการเข้าไปยุ่งเกี่ยวทางการเมืองในลักษณะของผู้น า ซึ่งผู้เขียนได้กล่าวว่า ปัจจัยการปฏิรูปกองทัพและปัจจัยอื่นที่ผู้เขียนกล่าวถึงต่างก็มีความส าคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงของประชาธิปไตยในอินโดนีเซียในส่วนที่เป็นบทไทยพิจัย มีบทความไทยพิจัยสองบทความด้วยกัน บทความแรกของ รองศาสตราจารย์ ดร.ปิยะนุช เงินคล้าย ในหัวข้อ “มาตรฐานของหน่วยงานภาครัฐ” โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาระบบมาตรฐานในหน่วยงานภาครัฐ เปรียบเทียบระบบมาตรฐานแบบต่างๆ ที่ใช้ในหน่วยงานภาครัฐ และเสนอแนะแนวทางในการน าระบบมาตรฐานมาใช้ ซึ่งพบว่ามีมาตรฐานที่ถูกน ามาใช้ในหน่วยงานภาครัฐ อยู่ 3 มาตรฐานหลักๆ คือ มาตรฐานสากลของไทย ด้านการจัดการและสัมฤทธิ์ผลของหน่วยงานภาครัฐ (P.S.O) มาตรฐานขององค์กรระหว่างประเทศว่าด้วยมาตรฐาน(I.S.O.) และมาตรฐานการจัดการงานธุรการศาลยุติธรรม(J.S.O) ซึ่งทั้งสามระบบมาตรฐานมีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน และมีความเหมาะสมหรือไม่ขึ้นอยู่ตามสภาพขององค์กรหรือหน่วยงานภาครัฐ และลักษณะของงาน ซึ่งผู้วิจัยได้ให้ข้อเสนอแนะจากผลงานวิจัยอย่างชัดเจน เป็นรูปธรรมและสามารถน าไปใช้ประโยชน์ได้จริง เพราะอันที่จริงมาตรฐานหน่วยงานภาครัฐสะท้อนให้เห็นมาตรฐานของการบริหารจัดการประเทศนั่นเองในบทความไทยพิจัยอีกชิ้นหนึ่ง เรื่อง “นโยบายและการวางแผนการด าเนินงานของเทศบาล กรณีศึกษาเทศบาลต าบลเสาธงหิน อ าเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี” ของ รองศาสตราจารย์ พงสัณห์ ศรีสมทรัพย์ ได้แสดงให้เห็นว่ามีหลักเกณฑ์ร่วมกันในการจัดท าแผนขององค์กร ซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกรูปแบบทั่วประเทศต้องปฏิบัติตาม (ยกเว้นกรุงเทพมหานคร)ดังนั้นการก าหนดนโยบายและการวางแผนของเทศบาลต าบลเสาธงหิน จ าเป็นต้องปฏิบัติตามกระบวนการในการจัดท าแผนและระเบียบที่กระทรวงมหาดไทยก าหนด ซึ่งจะเห็นได้ว่าภาคราชการส่วนกลางยังคงมีความส าคัญอยู่มาก ในขณะเดียวกันผู้วิจัย ยังพบว่าการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกระบวนการจัดท านโยบายและแผนยังมีอยู่น้อยมากในส่วนสุดท้ายที่เป็นบทพิจารหนังสือ อาจารย์เพิ่มศักดิ์ จะเรียมพันธ์ได้เลือกที่จะพิจารณ์หนังสือที่ส าคัญเล่มหนึ่งในวงวิชาการรัฐศาสตร์ ชิ่อ Subverting the Leviathan : Reading Thomas Hobbes as a Radical DemocratBy James R. Martel(โค่นล้มเลวีอาธาน: อ่าน โทมัส ฮอบส์ ในฐานะนักประชาธิปไตยสุดขั้ว)เจมส์ อาร์. มาร์เตล พิมพ์ที่ United State ส านักพิมพ์Columbia University Press ปีที่พิมพ์ 2007, จ านวน 309 หน้าผู้วิจารณ์หนังสือได้ชี้เห็นข้อ ถกเถียงที่ส าคัญและน่าสนใจในหนังสือเล่มนี้ที่ตีความ ความคิดของ โทมัส ฮอบส์ แตกต่างจากการตีความของนักวิชาการกระแสหลักคนอื่น ๆ ที่อ่านงานฮอบส์ “Leviathan” กล่าวคือ การตีความที่ว่า ฮอบส์ เป็นผู้นิยมระบอบอ านาจเด็ดขาดหรืออ านาจสมบูรณ์(Absolutism) ขององค์อธิปัตย์ที่เกิดขึ้นจากสัญญาประชาคมเพื่อหลีกหนีจากภาวะสงคราม และความกลัวตายหรือภาวะแห่งอนาธิปไตย (Anarchy) ซึ่งแน่นอนว่า เจมส์ อาร์ มาร์เตล ได้ตีความที่สวนทางกับการตีความข้างต้น โดยที่เขาตีความว่า งานของโทมัส ฮอบส์ ใน Leviathanนั้นสนับสนุนประชาธิปไตยแบบสุดขั้ว( Radical Democracy) และบอกว่าอันที่จริง ฮอบส์ เพียงแค่ใช้ส านวนโวหารในการเขียนงานของตนหรือวาทวิทยา (Rhetoric)ในการอธิบายงานของตนเอง และในท านองเดียวกันเพิ่มศักดิ์ได้ให้ข้อสรุปประการหนึ่งที่ส าคัญว่าในงานของ เจมส์ อาร์ มาร์เตล ก็มีลักษณะของการใช้ส านวนโวหารในการตีความงานของ ฮอบส์ เช่นเดียวกัน มันจึงเป็น วาทวิทยาที่ซ้อนทับกัน (Double Rhetoric) ซึ่งมีทั้งข้อสงสัยและค าตอบอยู่ในการอธิบายอยู่ในหนังสือเล่มนี้ ท้ายที่สุด หวังว่าวารสารฉบับนี้จะเป็นแหล่งข้อมูลหนึ่งทางวิชาการที่ส าคัญในวงวิชาการและการศึกษาของไทย และหากมีข้อเสนอแนะใด ๆ ทางกองบรรณาธิการยินดีน้อมรับเพื่อน าไปปรับปรุงต่อไป
Hit : 115
ชื่อเรื่อง ผู้แต่ง